สงครามเย็นใต้ทะเลลึก ศึกชิงแร่หายาก สนามแข่งขันใหม่ของชาติมหาอำนาจ

เดิมพันอนาคตในความมืดมิดของห้วงสมุทร

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเทคโนโลยีขั้นสูง ความต้องการแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements) และโลหะสำคัญ เช่น โคบอลต์ (Cobalt) และนีโอดีเมียม (Neodymium) ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน แหล่งแร่บนบกที่กำลังเผชิญข้อจำกัดและปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความสนใจพุ่งเป้าไปที่ พื้นทะเลลึก ซึ่งเป็นพรมแดนแห่งทรัพยากรใหม่ การช่วงชิงทรัพยากรเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดสมรภูมิแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างชาติมหาอำนาจ โดยมีนัยยะสำคัญต่อกฎหมายระหว่างประเทศและระบบนิเวศทางทะเลที่เปราะบาง

ลดการพึ่งพาจีน จุดชนวนการสำรวจทางทะเล

โลกต้องพึ่งพาจีนในการผลิตแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ ในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งเป็นจุดเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์ที่พันธมิตรตะวันตกพยายามลดความเสี่ยง

การผูกขาดและมาตรการตอบโต้

  • อำนาจของจีน จีนครองสัดส่วนการผลิตแร่หายากในตลาดโลกถึงประมาณสองในสาม และควบคุมห่วงโซ่อุปทานการแปรรูปเกือบทั้งหมด ทำให้จีนสามารถใช้การควบคุมการส่งออกแร่ธาตุเป็นเครื่องมือตอบโต้ทางการค้ากับประเทศอื่นได้
  • ความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นซึ่งเผชิญกับแรงกดดันด้านอุปทานแร่หายากในอดีต ได้ผลักดันยุทธศาสตร์ที่กล้าหาญ โดยเตรียมเริ่มทดสอบการขุดโคลนที่อุดมด้วยแร่หายากจากพื้นทะเลลึก 5,000–6,000 เมตร ในน่านน้ำเศรษฐกิจจำเพาะรอบเกาะมินามิโทริชิมะ ในเดือนมกราคม 2026 โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการสร้างอุปทานภายในประเทศเพื่อเสริมความมั่นคงแห่งชาติอย่างชัดเจน

การบุกเบิกในน่านน้ำสากลของสหรัฐฯ

สหรัฐอเมริกาดำเนินการในแนวทางที่เผชิญหน้ากับกฎหมายระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้

  • คำสั่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนาม Executive Order ที่มีชื่อว่า “Unleashing America’s Offshore Critical Minerals and Resources” เพื่อเร่งรัดการออกใบอนุญาตให้บริษัทสหรัฐฯ สำรวจและขุดเจาะแร่ธาตุในพื้นที่ใต้ทะเลลึก รวมถึง พื้นที่นอกเหนือเขตอำนาจแห่งชาติ (Area Beyond National Jurisdiction)
  • แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ประเมินว่าการขุดเจาะนี้จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และสร้างตำแหน่งงานนับแสนตำแหน่ง โดยมีบริษัทเอกชนอย่าง The Metal Company (TMC) ได้แสดงความจำนงค์ที่จะเริ่มขุดเจาะเชิงพาณิชย์โดยเร็วที่สุด

วิกฤตการณ์ทางกฎหมายและสิ่งแวดล้อม

การเร่งรัดการขุดเจาะใต้ทะเลลึกได้นำมาซึ่งความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตด้านความยั่งยืนของมหาสมุทรโลก

การละเมิดกฎหมายทะเลสากล

  • ข้อโต้แย้งต่อสหรัฐฯ การกระทำของสหรัฐฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายประเทศ รวมถึงจีน และองค์กรระหว่างประเทศอย่าง International Seabed Authority (ISA) ว่าเป็นการ ละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ได้ให้สัตยาบันรับรอง
  • หลักการมรดกร่วม ISA ยืนยันว่า แร่ธาตุในพื้นที่ทะเลลึกที่อยู่นอกเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศใด ๆ ถือเป็น สมบัติร่วมกันของมวลมนุษยชาติ (Common Heritage of Mankind) การที่รัฐใดรัฐหนึ่งออกใบอนุญาตโดยใช้กฎหมายภายในประเทศ จึงถือเป็นการบ่อนทำลายระบบการกำกับดูแลมหาสมุทรของโลก

ภัยคุกคามต่อระบบนิเวศก้นทะเลที่เปราะบาง

ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการพัฒนาเหมืองใต้ทะเล เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวยังมีจำกัด

  • ความเสียหายถาวร การขุดเจาะทำลายพื้นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบอย่างต่อเนื่อง
  • ตะกอนพิษและการฟื้นตัว การกวาดตะกอนจากพื้นทะเลทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของตะกอนไปในวงกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตบนและใกล้พื้นทะเล ตัวอย่างจากร่องรอยการไถพื้นทะเลเมื่อ 50 ปีก่อน ยังคงพบความเสียหายที่ระบบนิเวศไม่สามารถฟื้นตัวได้
  • ข้อเรียกร้องให้ระงับชั่วคราว หลายประเทศและนักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการประกาศ พักการทำเหมืองใต้ทะเล (Moratorium) จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างถี่ถ้วน เพราะเชื่อว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใด ๆ ไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความชอบธรรมในการทำลายกลไกดูดซับคาร์บอนที่สำคัญของโลก

สรุปและทิศทางในอนาคต

การแข่งขันเพื่อครอบครองแร่ธาตุหายากใต้ทะเลลึกกำลังทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น พื้นทะเลลึกจึงกลายเป็นทั้งความหวังของยุคเทคโนโลยี และเป็นเวทีสำหรับการปะทะกันของอำนาจและจริยธรรมโลก ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดถึงจุดสมดุลระหว่างความต้องการทรัพยากรและความยั่งยืนของมหาสมุทร

แหล่งอ้างอิง

Proudly powered by WordPress | Theme: Wanderz Blog by Crimson Themes.